Home / ข่าวทั่วไป / โหดมาก!! ((ตอนต่อไป)) พระนารายณ์รับสั่งให้ “รีดลูก” พระสนมทุกคน!! ที่ทรงทำแบบนี้ เหตุผลเพราะ…

โหดมาก!! ((ตอนต่อไป)) พระนารายณ์รับสั่งให้ “รีดลูก” พระสนมทุกคน!! ที่ทรงทำแบบนี้ เหตุผลเพราะ…

สวัสดีจ้าาา วันนี้ ทีมงานกระซิบดอทคอม มีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง เราทราบจากพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้มีพระราชธิดาองค์หนึ่งคือ กรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งภายหลังเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายของสมเด็จพระเพทราชา แต่จะค้นว่ามีพระโอรสบ้างหรือไม่นั้น ปรากฎว่าพงศาวดารทั้งหลาย มิได้เอ่ยถึงพระโอรสแม้แต่องค์เดียว มีแต่กล่าวถึงพระปีย์ลูกคนธรรมดาที่ทรงโปรดปรานมากจนมีฐานะเหมือนลูกเลี้ยงในพระราชวัง และมีพระราชนัดดาคือหลานชายอยู่องค์หนึ่ง คือพระศรีสิงห์

ซึ่งทรงเลี้ยงไว้เป็นพระราชโอรสทีเดียว เพราะบิดาของพระศรีสิงห์นั้น เป็นพระเชษฐาหรือพี่ชายแท้ ๆ ของสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อพระเชษฐานี้อายุสั้นถึงแก่ความตายไปเสียก่อน พระนารายณ์จึงรับพระศรีสิงห์มาชุบเลี้ยงต่อเหมือนลูกในไส้ของพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระศรีสิงห์จึงเจริญวัยเติบโตในวังหลวงด้วยความสุขสบาย มีอำนาจวาสนา ยศฐาบรรดาศักดิ์เทียบเท่าเจ้าฟ้ารัชทายาท เมื่อพระศรีสิงห์มีพระชันษาครบ 15 ปี ก็ตอบแทนพระคุณและพระมหากรุณานี้ โดยพยายามลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนารายณ์ พงศาวดารฉบับคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่า

“ครั้งต่อมา พระศรีสิงห์ ซึ่งพระนารายณ์ทรงเลี้ยงไว้เป็นราชโอรส คิดขบถ วันหนึ่งจึงซ่อนอาวุธ เข้าไปถึงข้างที่พระบรรทมเงื้ออาวุธขึ้นจะฟัน พระนารายณ์ก็จับอาวุธได้ มิได้เป็นอันตราย แต่พระนารายณ์มิได้ให้ลงโทษ เพราะทรงเห็นว่าพระศรีสิงห์ยังเยาว์ มีพระชนมพรรษา 15 ปี เท่านั้น ทั้งเป็นพระราชภาคิไนยอันสนิท เมื่อพระเชษฐายังมีพระชนม์อยู่นั้นได้ทรงฝากฝังไว้ว่า หนักหน่อยเบาหน่อยก็ขอให้ทรงพระกรุณาตามสมควร ดังนี้ พระนารายณ์จึงให้ปล่อยตัวไป ต่อมาพระศรีสิงห์คิดขบถอีก คือวันหนึ่ง พระนารายณ์จะเสด็จออกพระที่นั่งตำหนักดิน พระศรีสิงห์จึงถือพระแสงของพระมหินทร์ไปคอยจะทำร้ายอยู่ทางประตูวังข้างทิศใต้ เผอิญพระนารายณ์ไม่เสด็จออกทางนั้น เสด็จออกเสียทางประตูข้างทิศเหนือ ข้าราชการเห็นพระศรีสิงห์ทำกิริยาพิรุธ ถืออาวุธแฝงอยู่ข้างบานประตู ก็พากันจับไปถวายพระนารายณ์”

พระศรีสิงห์ หลานพระนารายณ์นี้ คงจะเป็นเด็กอายุ 15 ขวบที่เรียกได้ว่าทั้งโง่ทั้งบ้า ที่ว่าโง่ก็เพราะคิดว่า ถ้าฉันฆ่าพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เหล่าขุนนางทั้งหลายก็คงจะกราบไหว้ยินยอมยกให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไปอย่างอัตโนมัติ ที่ว่าบ้านั้น คือเขาไว้ชีวิตมาทีหนึ่งแล้ว แทนที่จะมีความกตัญญูรู้บุญคุณบ้าง กลับถือเป็นโอกาสที่จะกระทำความผิดความชั่วซ้ำอีก พระมหินทร์นั้นคือโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอุตส่าห์ไปเอาดาบพระมหินทร์มาคอยฟันพระนารายณ์โดยหวังว่าดาบบรรพบุรุษจะขลังวิเศษ แต่ก็ทำการไม่สำเร็จโดนจับอีก พงศาวดารฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัดก็เล่าเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน เพียงแต่เรียกเจ้าชายสติบ๊ององค์นี้ว่าพระศรีศิลป์

“มีพระราชนัดดาองค์หนึ่ง เป็นโอรสของพระเชษฐา ชื่อ พระศรีศิลป์กุมาร ชันษาได้ 15 ปี จึงคิดเป็นขบถกับพระปิตุฉาจักมาสังหาร ชีวิตให้บรรลัย เอาพระแสงจะแทงพระนารายณ์พระองค์จึงฉวยปลายกั้นหยั่งไว้ได้ทันที จึงจับตัวไว้ที่ทิมดาบ พระองค์ทรงแต่กำราบ มิให้ตาย พระองค์สงสารกับกุมารนั้นว่า ไร้บิตุเรศมารดาแล้วเห็นแก่พระไชยาทิตย์ด้วยรักใครสนิทกันเพราะเป็นเชษฐา ได้ฝากพระศรีศิลป์ไว้แต่เมื่อจะใกล้สิ้นชีพพิราลัย จึงสั่งให้ออกจากโทษ พระองค์โปรดเลี้ยงไว้ตามที่ ครั้งอยู่มาวันหนึ่ง พระศรีศิลป์จึงคิดร้ายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์เสด็จออกว่าราชการเมืองอยู่ที่สีหบัญชรจึงพระศรีศิลป์ใจหาญนั้น ถือพระแสงและแฝงใบบานประตูอยู่ที่ห้องเสด็จเข้าไปผู้ใดมิได้ล่วงรู้เห็น อันพระนารายณ์นั้น ออกไปว่าราชการจึงเรียกช้างพระที่นั่งเข้ามาดู พระองค์ก็เสด็จทรงช้าง แล้วเสด็จเข้ามาทางหนึ่งอันพระศรีศิลป์นั้น ยืนแอบประตูอยู่จนพนักงานนั้นเชิญเครื่องเข้ามาจึงเห็นพระศรีศิลป์ถือพระแสงและแฝงประตูอยู่อันพนักงานเครื่องนั้นจึงกราบทูลตามที่เห็นพระองค์จึงเสด็จตรงออกมา แล้วก็จับตัวกุมารได้ทันใด”

จับตัวได้ครั้งที่สองนี้ก็ไม่มีผู้ใดจะไว้ชีวิตได้อีกพระศรีสิงห์จึงถูกตัดสินประหารชีวิต ในสมัยโบราณนั้น เขาถือกันว่าเลือดเจ้าจะต้องไม่หลั่งบนแผ่นดิน เพราะฉะนั้น เวลาฆ่าเจ้าฟ้าต่าง ๆ นั้น มักทุบให้ละเอียดด้วยท่อนจันทน์ หรือเอาไปถ่วงแช่ไว้ในน้ำจนสำลักตาย พระศรีสิงห์นี้ พระนารายณ์ทรงสั่งให้เอาไปถ่วงน้ำเสีย แล้วหลังจากนั้น หากยังมีลมหายใจอยู่ก็ให้นำไปฝังดินทั้งเป็น พระศรีสิงห์นี้ คงจะกลั้นหายใจได้นานถ่วงแช่น้ำอยู่พักใหญ่ก็ไม่ยอมตาย เลยถูกนำตัวไปฝังดิน ผู้เขียนคิดว่าเวลากลบดินนั้น คงกลบแบบเบา ๆ ปล่อยช่องอากาศไว้มาก ถึงแม้จะถูกฝังอยู่หลายวัน ก็ยังรอดชีวิตมาได้”

จึงตรัสให้นายเพชฌฆาตให้สังหารเสียให้ตักษัย นายเพชฌฆาต จึงให้คุมตัวพระศรีศิลป์ไป จึงเอาตัวนั้นมัดผูกพันแล้วใส่ลงในแม่ขันสาคร แล้วจึงเอาใส่ลงในถุงแดง แล้วก็แห่หามไปยังวัดกะชาย แล้วจึงขุดหลุมฝังเสียทั้งเป็น อันนี้เป็นตามธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อนทำสืบกันมาเป็นอย่างนี้ แล้วจึงมีคนเฝ้ารักษาอยู่ได้ครบเจ็ดวันแล้วจึ่งไป แต่พระศรีศิลป์นี้ไม่ตาย ด้วยมหาดเล็กที่พระศรีศิลป์รักนั้น มีใจภักดีต่อกุมาร ครั้งผู้รักษามาสิ้นแล้ว ก็ไปขุดดินขึ้นดูตามปรารถนา ก็พบพระศรีศิลป์นั้นยังไม่ตาย จึงเอาขึ้นมา แล้วก็พาเอาซ่อนไว้ที่ในบ้านตลาดบัวขาว

คำให้การชาวกรุงเก่านั้น กล่าวถึงเรื่องประหารตอนนี้ว่า

“พระนารายณ์ก็ทรงพระพิโรธ ว่าพระศรีสิงห์คิดร้ายต่อพระองค์สองครั้งแล้ว จะเลี้ยงไว้ไม่ได้ จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตเอาตัวพระศรีสิงห์ไปสำเร็จโทษเสียตามประเพณี ประเพณีที่จำสำเร็จโทษเจ้านายในครั้งนั้น เอาถุงแดงสวมตั้งแต่พระเศียรลงไปตลอดปลายพระบาทแล้วเอาเชือกรัดให้แน่นเอาท่อนจันทน์ทุบให้สิ้นพระชนม์ แล้วเอาใส่หลุมฝัง ให้เจ้าหน้าที่ รักษาอยู่เจ็ดวันดังนี้

เพชฌฆาตก็เอาตัวพระศรีสิงห์ไปสำเร็จโทษตามรับสั่งแต่ทำโดยความเลินเล่อ พระศรีสิงห์มิได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาอยู่เจ็ดวัน เห็นว่าพ้นกำหนดแล้ว ก็พากันกลับ พวกมหาดเล็กของพระศรีสิงห์ไปขุดศพเห็นยังไม่สิ้นพระชนม์ก็นำพระศรีสิงห์ไปรักษาอยู่ที่ ตำบลบ้านขาว”

การรอดตายของพระศรีสิงห์นี้ ทำให้ทรงได้พรรคพวกขึ้นอีกมาก เพราะคนโบราณเห็นเป็นปาฎิหารย์ เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาสูงนักจึงฆ่าไม่ตาย คงต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่ เพราะดวงชะตาแข็งพอที่จะแข่งกับสมเด็จพระนารายณ์ได้ พระศรีสิงห์จึงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มาก โดยเฉพาะในเมืองเพชรบุรีแล้วก็ยกทัพเข้าโจมตีพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยา คราวนี้ทำการได้สำเร็จ สมเด็จพระนารายณ์สู้หลานไม่ได้ต้องหลบหนีออกจากวัง พระศรีศิลป์จึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ครองราชสมบัติอยู่ได้หนึ่งวันพอดี เห็นจะเป็นกษัตริย์ไทยที่ทรงครองราชได้เป็นเวลาสั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์คำให้การชาวกรุงเก่าเล่าต่อไปว่า

พระนารายณ์ปราบขบถพระศรีศิลป์แล้ว ก็มีความขัดเคืองพระทัยมาก ทรงคิดหมกมุ่นถามพระองค์เองว่า เพราะเหตุใดหลานชายที่อุปการะเลี้ยงดูอย่างดี จนยกให้เป็นราชโอรสนั้นกลับไร้ความกตัญญูรู้คุณคิดทรยศกับพระองค์ผู้มีแต่ความหวังดี ลงท้ายจึงตัดสินพระทัยว่า ลูกที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้จากครรภ์ของพระมเหสีเท่านั้น แม้ลูกที่เกิดกับพระสนม ก็จะไม่ดีพอไม่สามารถไว้วางใจได้ จึงประประกาศว่า ต่อไปนี้พระมเหสีของพระองค์เท่านั้น ที่จะมีสิทธิตั้งครรภ์ เหล่านางสนมทั้งหลายนั้น หากตั้งท้องขึ้นมา จะต้องถูกรีดลูกออกเสียทุกคน

วิธีรีดลูกในสมัยโบราณนั้น ผู้เขียนเล่าฟังคนแก่เล่าว่าทำกันโดย เอาไม้หรือเหล็กแหลมแทงเข้าไปในช่องคลอดเมื่อถึงปากมดลูกก็เสียบกระทุ้งเข้าไปในรูอ้าของ Cervix จนเลือดทะลักออกมา ในเวลาเดียวกันก็เอากำปั้นนวดรีดหน้าท้องให้ลูกกรอกนั้นหลุดไหลออกมากับเลือด สมัยโบราณไม่มีการวางยาสลบหรือมียากินยาฉีดบรรเทาความเจ็บปวด จะเจ็บทรมานเท่าไรก็ต้องทนหากเลือดตกไม่หยุด หรือเกิดอาการอักเสบเพราะเครื่องไชมดลูกนั้นสกปรก ก็ถึงแก่ความตายกลายเป็นผีไปง่าย ๆ

คำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่า

“อันพระนารายณ์นั้นได้ขัดเคืองพระศรีศิลป์กุมารแต่ครั้งนั้นมาว่าเป็นขบถ เพราะเหตุว่ามิใช่ลูกของพระองค์อันเกิดในครรภ์พระมเหสี โอรสอันเกิดในครรภ์พระมเหสี จึงจะไม่เป็นขบถ เพราะพระองค์ทรงพระโกรธพระศรีศิลป์นัก จึงสั่งนั้นผิดไปในทางธรรม เพราะหลงไปมิได้รู้บุญอานุภาพแห่งกุมารอันเกิดมานั้นจะเป็นประการใดในกุศลหนหลังอันจะตกแต่งมานั้น พระองค์ก็มิได้พิจารณาดูในพระทัย เพราะเหตุแค้นพระศรีศิลป์ยิ่งนัก อันมเหสีนั้น ก็มีแต่พระราชธิดา มิได้มีราชบุตรเป็นกุมาร พระองค์จึงรักษาศีลาจารวัตรปฏิบัติโดยพระธรรมสุจริต จะขอให้ได้พระโอรสอันเกิดในพระครรภ์พระมเหสี ก็มิได้ดังพระทัยปรารถนา จึงทรงพระโกรธครั้งเมื่อทรงพระโกรธขึ้นมา จึงตรัสกับพระสนมกำนัลทั้งปวงว่า ถ้าใครมีครรภ์ขึ้นมาแล้วก็จะให้ทำลายเสีย กูมิให้ได้สืบสุริยวงศ์ต่อไป ต่อเมื่อเกิดในครรภ์พระมเหสี กูจึงจะมอบโภไคยศวรรย์ทั้งปวงให้ตามใจกูปรารภ ครั้งพระสนมกำนัลรู้ตัวว่ามีครรภ์ ก็ต้องทูลพระองค์ ครั้งทราบก็ให้ทำลายเสียอย่างนั้นเป็นหนักหนา”

นางสนมของพระนารายณ์ทั้งหลายต้องรีดลูกกันมากมายเพราะพระนารายณ์ไม่ทรงยอมให้ตั้งครรภ์ เหตุการณ์เป็นอย่างนี้นานกี่เดือนกี่ปีพงศาวดารไม่บอกไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระนารายณ์ทรงฝันไปว่า พระสนมเอกคือเจ้าจอมสมบุญ หรือเรียกอีกชื่อว่า นางกุสาวดี นั้นตั้งครรภ์ จึงนำความฝันนี้ไปเล่าให้อาจารย์พระพรหมฟัง เลยโดนดุกลับมาว่า

“อันทรงสุบินนิมิตนี้ ดีหนักหนา พระองค์จะได้พระราชโอรสเป็นกุมาร แต่กูนี้ ไม่ชอบใจอยู่สิ่งหนึ่งว่ามีพระราชโอรสกับพระสนมกำนัลแล้ว ก็ให้ทำลายเสีย อันนี้กูไม่ชอบใจยิ่งนัก พระองค์มาทำดังนี้ ก็เป็นบาปกรรมนั้นประการหนึ่ง ถ้าในพระอัครมเหสี และมิได้มีพระราชโอรส มีแต่พระราชโอรสในพระสนมนี้ พระองค์ก็จะทำประการใด ที่จะได้สืบศรีสุริยวงศ์ต่อไป ถ้าและพระองค์จะไม่มีพระราชบุตรและพระราชธิดา และสืบไปเบื้องหน้า และพระองค์ทิวงคตแล้วและจะได้มีผู้ใด มาสืบศรีสุริยวงศ์ต่อไป อันว่าน้ำพระทัยนี้จะให้เสนาแลเศรษฐีคหบดีและพ่อค้า ให้ขึ้นเสวยราชย์สืบศรีสุริยวงศ์ หรือประการใด

ถึงจะเป็นพระราชโอรสในพระสนมก็ดี ก็ในพระราชโอรสของพระองค์ที่จะได้สืบศรีสุริยวงศ์ต่อไป อันนี้สุดแต่กุศลจะคู่ควรและไม่ควร ถ้าและพระองค์ไม่ฟังกูว่า ดีร้าย กรุงศรีอยุธยาจะสูญหาย จะเป็นเมืองโกลัมโกลีมั่นคง ถ้าและทำดังคำกูว่ากรุงศรีอยุธยาจะได้เป็นสุขสุภาพต่อไป”

เพราะคำดุว่าสั่งสอนของพระอาจารย์พรหมนี้ สมเด็จพระนารายณ์จึงมิทรงบังคับให้นางกุสาวดีรีดลูก แต่ก็ยังมิยอมยกเลิกคำประกาศอยู่ดี แอบส่งนางกุสาวดีนี้ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาสุรสีห์ขุนนางใหญ่ เมื่อเจ้าจอมสมบุญตั้งครรภ์จริง และคลอดลูกออกมาเป็นชาย ก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากถือว่าเป็นโอรสลับ ปล่อยให้เจ้าพระยาสุรสีห์ ท่านเลี้ยงดูต่อไปจนเจริญเติบโต

เพราะคำดุว่าสั่งสอนของพระอาจารย์พรหมนี้ สมเด็จพระนารายณ์จึงมิทรงบังคับให้นางกุสาวดีรีดลูก แต่ก็ยังมิยอมยกเลิกคำประกาศอยู่ดี แอบส่งนางกุสาวดีนี้ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาสุรสีห์ขุนนางใหญ่ เมื่อเจ้าจอมสมบุญตั้งครรภ์จริง และคลอดลูกออกมาเป็นชาย ก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากถือว่าเป็นโอรสลับ ปล่อยให้เจ้าพระยาสุรสีห์ ท่านเลี้ยงดูต่อไปจนเจริญเติบโต

พงศาวดาร ฉบับคำให้การชาวกรุงเก่า ก็เล่าเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันว่า

“ตั้งแต่เกิดเหตุเรื่องพระศรีศิลป์ขึ้น พระนารายณ์ก็ทรงพระปริวิตก ด้วยหาพระราชโอรสจะสืบพระวงศ์มิได้จึงรับสั่งให้พระอัครมเหสีตั้งสัตยาธิษฐานขอพระโอรส แต่นางสนามทั้งปวงนั้น มิได้รับสั่งให้ขอ ด้วยไม่ได้ไว้วางพระทัย กลัวจะเป็นขบถอย่างพระศรีศิลป์ ที่สุดนางนักสนมคนใดมีครรภ์ขึ้นก็ให้รีดเสีย เพื่อมิให้เกิดโอรสธิดาได้

อยู่มาวันหนึ่ง พระนารายณ์ทรงพระสุบินนิมิตว่า เทวดามาบอกว่า นางนักสนมของพระองค์ซึ่งมีนามว่านางกุสาวดี มีครรภ์ โอรสที่เกิดกับนางกุสาวดีนั้นมีบุญมากดังนี้ ครั้งเวลารุ่งเช้า พระนารายณ์ก็มิได้แพร่งพรายให้พระอัครมเหสีและข้าราชการทั้งปวงทราบพระสุบิน เป็นแต่รับสั่งให้มหาดเล็กไปนิมนต์พระอาจารย์พรหมเข้ามายังพระราชวัง แล้วทรงเล่าให้ฟังจนตลอด พระอาจารย์พรหมจึงถวายพระพรว่านิมิตรของพระองค์นี้เป็นมหามงคลวิเศษนัก พระองค์จะได้พระราชโอรสผู้มีบุญพระองค์หนึ่ง ซึ่งเกิดแต่นางกุสาวดี พระนารายณ์จึงตรัสว่า ไฉนพระผู้เป็นเจ้าจึงทำนายดังนี้ โยมได้ตั้งสัตย์ไว้แล้วว่า จะไม่เลี้ยงโอรสที่เกิดแต่นางนักสนม เพราะกลัวว่าจะเป็นขบถอย่างพระศรีสิงห์ พระอาจารย์พรหมจึงถวายพระพรว่าซึ่งพระองค์จะทรงตั้งพระทัยอย่างนั้นไม่ควร ผู้ที่จะคิดขบถแล้วถึงจะเกิดแต่พระอัครมเหสีก็คิด ผู้ที่จะไม่คิดขบถแล้ว ถึงจะเกิดกับผู้ใดก็ไม่คิด เพราะฉะนั้น พระองค์อย่าทรงประพฤติเหมือนอย่างแต่ก่อนเลย จะเป็นเวรกรรมติดตามไปในภายหน้า จงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงให้ทั่วถึงเถิด จะได้สืบราชตระกูลต่อไป ถ้าพระองค์ไม่ชุบเลี้ยงแล้ว นานไปเมืองลพบุรีก็จะเป็นของผู้อื่นเสีย เมื่อพระอาจารย์พรหมถวายพระพรดังนั้น พระนารายณ์จึงตรัสว่า ที่พระคุณว่านี้ก็ชอบแล้ว แต่โยมได้ปฏิญาณเสียแล้วก็จะจะต้องรักษาวาจาให้มั่นคงได้แต่จะต้องคิดผ่านผันด้วยอุบายอย่างอื่น พระพรหมก็ถวายพระพรลากลับไปยังพระอาราม

พระนารายณ์จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์เข้าไปเฝ้าแล้วตรัสว่า บัดนี้นางกุสาวดี สนมของเรามีครรภ์ขึ้น เราได้ตั้งสัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่เลี้ยงลูกสนม เจ้าจงเอานางนี้ไปเลี้ยงเป็นภรรยา ถ้าลูกในครรภ์นั้นเป็นชาย เจ้าจงว่าลูกของเจ้า ต่อเป็นหญิงจึงส่งมาให้เรา แล้วพระนารายณ์ก็ทรงมอบนางกุสาวดีให้แก่เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าพระยาสุรสีห์ก็พาไปเลี้ยงไว้ครั้งถ้วนกำหนดแล้ว นางกุสาวดีก็คลอดโอรสเป็นชาย เจ้าพระยาสุรสีห์ก็นำความกราบบังคมทูลพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่กุมารนั้นเป็นอันมาก

เจ้าพระยาสุรสีห์ ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นครูช้างของสมเด็จพระนารายณ์นี้ คือพระเพทราชา ยอดควาญช้างเก่าจากเมืองสุพรรณบุรี ส่วนพระโอรสลับที่เกิดจากครรภ์ของนางกุสาวดีสนมเอกนี้ มิใช่ใครอื่น นอกจากพระเจ้าเสือนี้เอง

ความหวั่นเกรงกลัวขบถของสมเด็จพระนารายณ์นี้ ลงท้ายก็เป็นความจริง เพราะหลายปีต่อมา สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนัก พระเจ้าเสือ ราชโอรสลับที่เกิดจากนางสนมนี้ ก็นำทหารยึดพระราชวัง ยกบิดาเลี้ยงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่าสมเด็จพระเพทราชา จนสิ้นรัชกาลจึงสืบราชสมบัติต่อเองในพระนามสมเด็จพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี”

ทีมงานขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ หากผิดพลาดประการได ทีมงานกระซิบดอทคอม ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
เรียงโดย : ทีมงานกระซิบดอทคอม I หากนำเนื้อหาไปกรุณาให้เครดิตกลับมาที่เว็บไซค์ด้วยค่ะ

ขอบคุณที่มา.by.kazipth.com

Check Also

เปิดใจ ลุงเจาะบาดาล ช่วย 13 ชีวิตถ้ำหลวง เผยความยากภารกิจ หมดเงิน 2 แสน เหลือติดตัววันสุดท้าย 1 พัน ชมคลิป

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่านับเป็นอีกหนึ่งภาพจากภารกิจช่วย 13 ชีวิตถ้ำหลวง ที่หลายคนต่างจำได้ สำหรับภาพคุณลุงยืนกลางทุ่งในภาพทั้งตัวเปรอะโคลน จนจำไม่ได้ว่าชายคนนี้คือใครกันแน่ ซึ่งแท้จริงชายคนนั้นคือ “ลุงสุรทิน ชัยชมพู” นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย ผู้ปิดทองหลังพระนั้นเอง ล่าสุดวานนี้ (12 ก.ค.) รายการทุบโต๊ะข่าวได้เชิญ …